สลิปเงินเดือนต้องมีอะไรบ้าง
สลิปเงินเดือนที่ใช้ได้จริงต้องบอก ชื่อนายจ้างและลูกจ้าง งวดที่จ่าย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานวันหยุดแยกบรรทัด รายการหัก (ประกันสังคม ภาษี เงินเบิกล่วงหน้า) และยอดรับสุทธิ ตัวเลขทุกบรรทัดต้องตรงกับที่ยื่นประกันสังคมและสรรพากร
กฎหมายกำหนดอะไรไว้
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่ได้ใช้คำว่า “สลิปเงินเดือน” แต่มาตรา 114 กำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดทำ เอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้าง ซึ่งอย่างน้อยต้องมีวันและเวลาทำงาน อัตราและจำนวนค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี (มาตรา 115) ร้านที่มีลูกจ้างน้อยกว่านั้นกฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ควรทำด้วยเหตุผลด้านล่าง
ทำไมร้านเล็กก็ควรออกสลิป
- ลูกจ้างใช้สลิปยื่นกู้ ผ่อนสินค้า ทำบัตร หรือต่อวีซ่า สลิปเขียนมือมักถูกปฏิเสธ
- เป็นหลักฐานของนายจ้างว่าจ่ายครบ หักถูก หากมีข้อพิพาทเรื่องค่าจ้างหรือโอที
- ตัวเลขบนสลิปคือฐานเดียวกับที่ยื่นประกันสังคม (สปส.1-10) และภาษี (ภ.ง.ด.1) ถ้าทำสลิปถูก การยื่นก็ถูกตาม
รายการที่ควรมีบนสลิป
- ชื่อร้านหรือนายจ้าง ชื่อลูกจ้าง และงวดที่จ่าย
- ค่าจ้างตามอัตราปกติ และรายการหักขาดงานหรือมาสาย (ถ้ามี)
- ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด แยกบรรทัด ห้ามรวมเป็นก้อนเดียว
- เงินเพิ่มอื่น เช่น โบนัส เบี้ยขยัน
- รายการหัก: ประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงินเบิกล่วงหน้า
- ยอดรับสุทธิ และวันที่จ่าย
การหักเงินอื่นนอกจากที่กฎหมายอนุญาตทำไม่ได้ และการหักเพื่อชำระหนี้หรือเงินเบิกล่วงหน้ารวมกันต้องไม่เกินหนึ่งในห้าของค่าจ้างแต่ละงวด (มาตรา 76)
สลิปเงินเดือนต้องมีตราประทับหรือลายเซ็นไหม
กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบ แต่ธนาคารส่วนใหญ่ต้องการชื่อนายจ้างที่ตรวจสอบได้ และตัวเลขที่ตรงกับรายการเดินบัญชี
จ่ายเงินสดต้องออกสลิปไหม
ควรออก และให้ลูกจ้างลงชื่อรับเงิน การโอนเข้าบัญชีธนาคารถือเป็นหลักฐานการจ่ายได้ในตัว
ต้องเก็บสลิปไว้นานแค่ไหน
เอกสารการจ่ายค่าจ้างเก็บไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันจ่าย ส่วนเอกสารภาษีควรเก็บ 5 ปี